สรุปมุมมองอสังหาฯไทยไม่ได้แย่อย่างที่คิด

เนื้อหา

สรุปมุมมองตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทยจาก 3 เอเจนท์ผู้เชี่ยวชาญระดับอินเตอร์ ได้แก่ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Knight Frank), บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด (CBRE) และ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (JLL)

ณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Knight Frank) กล่าวว่า อสังหาริมทรัพย์ในภาคอุตสาหกรรมจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย แต่เงินลงทุนจะอยู่ในทำเลและโครงการที่มีความพร้อม โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานได้ทันทีและรองรับการดำเนินงานในระยะยาว

ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนคือการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งไทยมีการขอลงทุนผ่าน BOI (Board of Investment) เพิ่มขึ้นทั้งในด้านจำนวนโครงการที่เข้ามาขอลงทุนและมูลค่าโครงการ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่ตลาดสำนักงานยังคงเป็นเทรนด์ของการพัฒนาแบบ Mixed-use หรือแบบที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า สำนักงาน และโรงแรม โดยภาพรวมตลาดพบว่ามีอุปทาน (Supply) เพิ่มขึ้น แต่อัตราการเช่าพื้นที่ยังไม่ปรับขึ้นจึงเกิดช่องว่างที่เจ้าของตึกต้องลดราคาเพื่อดึงผู้เช่า ทำให้ตลาดนี้ยังมองว่าเป็นผู้เช่ามีโอกาสเลือกได้มากกว่า

เพ็ญธิดา ศรีสว่าง ผู้อำนวยการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด (CBRE) กล่าวเสริมถึงเรื่องการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมว่า Data Center จะเป็นปัจจัยหนุนให้กับไทย เพราะมีทั้งแบบบริษัทต่างชาติมาลงทุนเองและร่วมทุนกับไทยเป็นจำนวนมาก ด้วยมูลค่าขอส่งเสริมการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท และเริ่มลงมือก่อสร้างแล้ว

เพ็ญธิดา ระบุว่าปัจจัยที่ทำให้บริษัททั่วโลกสนใจมาลงทุนตั้ง Data Center ในประเทศไทย มีอยู่ 3 ข้อด้วยกัน คือ 1) ไฟฟ้าของไทยมีความเสถียร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลศูนย์ข้อมูล 2) ภูมิศาสตร์ของไทยมีที่ตั้งอยู่ตรงกลางของอาเซียน และ 3) คนไทยมีการใช้โซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซสูงมาก

ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยยังพอมีอุปสงค์ในกลุ่มคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ในทำเลใจกลางเมือง ช่วยหนุนให้ราคาปรับขึ้นได้ โดยเฉพาะราคาโครงการใหม่ระดับไฮเอนด์และสูงกว่ายังสามารถปรับขึ้นได้ 9% เทียบปีที่แล้ว

การัณย์ คานิเยาว รองประธานอาวุโส ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขาย ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก จากกลุ่มบริการการลงทุนด้านโรงแรม บริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมในไทยมีแนวโน้มเติบโตได้มาก เพราะสามารถสร้างเงินสดได้ตลอดเวลาและซื้อขายเปลี่ยนมือได้คล่องตัว

จากข้อมูลพบว่า ในปี 2024 และ 2025 มีมูลค่าการซื้อขายกิจการโรงแรมกว่า 2.51 หมื่นล้านบาท และ 2.64 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี อยู่ที่ 1.39 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าในปีนี้มูลค่าการซื้อขายอาจกลับมาเป็นปกติ

สาเหตุที่นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในโรงแรมในไทยเพราะการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ทั้งการเที่ยวเมืองรองและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้น เช่น จากอินเดียและรัสเซีย และยังมีเรื่องของการพัฒนาเป็นแบบ Mixed-use ไปจนถึงการปรับปรุงบนที่ดินเดิม

สรุปจากมุมมองของสามเอเจนท์รายใหญ่ มองว่า ดาวเด่นของอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2026 จะเป็นภาคอุตสาหกรรมเพราะไทยสามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะ Data Center และอสังหาริมทรัพย์โรงแรม ซึ่งฟื้นตัวได้เพราะนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ที่สร้างเงินสดได้และซื้อง่ายขายคล่อง

โพสต์ที่แนะนำ