ในยุคนี้หากมีคนซื้อคอมพิวเตอร์ จะต้องมีคนเลือกแบรนด์ Lenovo ประมาณ 1 ใน 4 แต่บริษัทนี้ไม่ได้ทำธุรกิจคอมพิวเตอร์ตั้งแต่แรก และผ่านช่วงล้มลุกคลุกคลานมาพอสมควร กว่าจะเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ที่มียอดขายสูงสุดในโลก
แค่ชื่อที่เริ่มบริษัทตอนแรกก็ไม่ใช่ Lenovo แต่เป็น Legend
จุดเริ่มต้นคือ Liu Chuanzhi นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งไปขอเงินทุนจากสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์ในจีน ได้เงินทุนมาก้อนแรก 2 แสนหยวน หรือราว 1 ล้านบาท
Liu กับทีมวิศวกรอีก 10 คน จึงเริ่มหาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้วยกันในปี 1984 โดยในช่วงแรกพวกเขาใช้ป้อมยามแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเป็นที่ประชุมและรวมตัวกัน
ธุรกิจช่วงแรกอยู่ในช่วงล้มลุกคลุกคลานพอสมควร เพราะยังไม่มีแนวทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน มีเพียงบุคคลที่มีความรู้ในสายงานเท่านั้น
เริ่มจากการนำเข้าโทรทัศน์มาขายในจีน แต่ก็ไม่สำเร็จ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขายนาฬิกาข้อมือแบบดิจิทัล แต่ก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี
Legend เริ่มใช้ความสามารถด้านเทคโนโลยีในการพัฒนาสิ่งหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของบริษัทในระยะยาว
คือการคิดค้นแผงวงจรที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถรองรับภาษาจีนได้
เดิมทีนั้น คอมพิวเตอร์ที่นำเข้ายังไม่รองรับภาษาจีน ทำให้มีอุปสรรคหากจะนำเข้ามาขายในตลาดจีน ซึ่งมีจุดแข็งคือประชากรเป็นจำนวนมาก
การค้นพบของ Legend จึงเป็นจุดที่แก้ปัญหานี้ และทำให้บริษัทได้เป็นผู้นำเข้าคอมพิวเตอร์จากต่างแดนเข้ามาขายในจีน มีทั้งแบรนด์ HP (Hewlett-Packard), IBM และ Toshiba
จุดนี้เองเป็นช่วงที่ Legend ได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงประสบการณ์จากการสร้างเครือข่ายนำเข้า และการจัดจำหน่าย
ในปี 1990 Legend ก็ได้เริ่มทำแบรนด์คอมพิวเตอร์ของตัวเองเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นก็ใช้เวลาไม่กี่ปีก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดจีนได้แล้ว
จากที่ล้มลุกคลุกคลาน กลายเป็นเริ่มเจอทางของตัวเอง และดูเหมือนจะเริ่มติดลมแล้ว
หลังจากธุรกิจเริ่มขยายได้ Legend จึงจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกง เพื่อระดมทุนเพิ่มสำหรับเป้าหมายต่อไป คือการขยายออกสู่ตลาดโลก
เพื่อให้การจดทะเบียนการค้าและการทำแบรนด์ในประเทศต่างๆ ให้ง่ายขึ้น Legend จึงตัดสินใจครั้งใหญ่ในปี 2003 คือการเปลี่ยนชื่อเป็น Lenovo
ที่มาของชื่อคือการย่อมาจากคำหน้าของ Legend ที่แปลว่า “ตำนาน” เข้ากับ Novo คำภาษาละติน ที่แปลว่า “ใหม่” รวมกันเป็น “ตำนานใหม่”
แล้วตำนานใหม่ก็เกิดขึ้นในปี 2005 เมื่อ Lenovo เข้าซื้อธุรกิจคอมพิวเตอร์ของ IBM ด้วยข้อตกลงมูลค่า 1.75 พันล้านดอลลาร์ เป็นการซื้อบริษัทต่างประเทศสูงสุดของจีนในเวลานั้น
ดีลนั้นเป็นเรื่องฮือฮาพอสมควร เพราะธุรกิจคอมพิวเตอร์ของ IBM มีผลิตภัณฑ์เรือธงคือ ThinkPad ซึ่งเป็นเหมือนมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง
การเข้าซื้อกิจการหมายถึง Lenovo ได้ครอบครองแบรนด์ระดับเรือธง และขึ้นเป็นเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์อันดับสามของโลกทันที
นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อธุรกิจในหลายด้าน ทั้งความน่าเชื่อถือ ซัพพลายเชน และความรู้ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงได้ทางลัดเข้าตลาดที่เจาะยากอย่างตลาดสหรัฐฯ และยุโรป
ในช่วงที่ขยายออกสู่ตลาดโลก Lenovo ใช้กลยุทธ์แบบ “ป้องกันและโจมตี” ในเวลาเดียวกัน
ป้องกัน หมายถึงการรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดสำคัญที่ทำกำไรได้สูงและมียอดขายสินค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งช่วยให้มีเงินสดสำหรับการลงทุนและขยายธุรกิจต่อไป
โจมตี หมายถึงการเจาะตลาดใหม่ที่เติบโตสูง แต่ยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่มาก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ เช่น อินเดีย บราซิล และอาเซียน
อีกส่วนที่หนุนธุรกิจของ Lenovo ให้แข็งแกร่งได้ คือการผลิตเอง และเป็นเจ้าของโรงงานเอง ต่างจากคู่แข่ง เช่น HP และ Dell ที่เน้นพึ่งโรงงานนอก
การผลิตเองและด้วยธุรกิจที่มีฐานลูกค้าจำนวนมากช่วยหนุนเรื่องการควบคุมคุณภาพการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการควบคุมต้นทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ Lenovo ลดราคาสินค้าได้โดยธุรกิจยังทำกำไรได้อยู่
นอกจากนี้ Lenovo ยังได้เปรียบจากการเป็นผู้ครองตลาดจีนสูงสุดด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 35-40% ทำให้มีปริมารการผลิตสูง และมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ ทำให้ได้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบด้วยต้นทุนที่ต่ำลงได้
ในที่สุด Lenovo ก็แซงขึ้นเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในโลกได้ตั้งแต่ปี 2012
ภายในเวลาไม่ถึง 3 ทศวรรษ จากเริ่มต้นอย่างทุลักทะเล จนเริ่มจับธุรกิจนำเข้าคอมพิวเตอร์ กลายเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว
เมื่อขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งด้านคอมพิวเตอร์แล้ว Lenovo ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในปี 2014 Lenovo ได้ซื้ออีกสองดีลใหญ่ในปีเดียวกัน คือ
Motorola Mobility ซื้อมาจาก Google วงเงิน 2.91 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟน
x86 เป็นธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ของ IBM ซื้อมาด้วยวงเงิน 2.1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายสู่ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานให้กับองค์กรต่างๆ
แม้ว่าการซื้อธุรกิจ Motorola อาจไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทำตลาดนี้สู้แบรนด์อื่นไม่ได้ แต่ Lenovo ก็ยังไม่เจ็บตัวมากนัก
กลับกลายเป็นการซื้อ x86 ช่วยให้บริษัทได้ขยายธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอมพิวเตอร์ จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเซิร์ฟเวอร์ไปแล้ว
ปัจจุบันธุรกิจของ Lenovo มีสัดส่วนรายได้จากหมวดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประมาณ 65% ส่วนที่เหลือเป็นเกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานและเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการองค์กรต่างๆ รวมกันเป็นประมาณ 35%
แล้วผลประกอบการของ Levono เป็นอย่างไรบ้าง
รายได้และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2021 4.72 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+20% YoY)
2022 5.61 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+19% YoY)
2023 4.86 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (-13% YoY)
2024 4.45 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (-9% YoY)
2025 5.37 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+21% YoY)
6 เดือน 2026 3.07 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+18% YoY)
กำไรสุทธิและการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2021 0.94 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+69% YoY)
2022 1.59 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+69% YoY)
2023 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (-21% YoY)
2024 0.79 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (-37% YoY)
2025 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+36% YoY)
6 เดือน 2026 0.66 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง (+41% YoY)
*ปีงบประมาณของ Lenovo สิ้นสุดเดือนมี.ค. ของทุกปี
แม้รายได้และกำไรของ Lenovo อาจมีหดตัวบ้างเป็นบางปี แต่มีประเด็นที่น่าสนใจ คือตัวเลขส่วนแบ่งตลาดคอมพิวเตอร์
Gartner บริษัทวิจัยด้านตลาดเทคโนโลยี พบว่า Lenovo มีส่วนแบ่งตลาดในปี 2025 อยู่ที่ 27.2% ปรับขึ้นจาก 25.3% ในปี 2024 และมียอดขายขายเพิ่มขึ้น 17.6% สูงสุดเหนือทุกแบรนด์
ส่วนอันรองลงมาคือ HP ด้วยส่วนแบ่งตลาด 21.3% และ Dell ส่วนแบ่งตลาด 15.3%
นับตั้งแต่ขึ้นอันดับหนึ่งได้ในปี 2012 Lenovo ครองบัลลังก์บริษัทคอมพิวเตอร์อันดับหนึ่งได้อย่างเหนียวแน่นมากกว่าทศวรรษแล้ว
จากจุดเริ่มต้นเป็นเพียงบริษัทที่อยู่ในป้อมยาม ด้วยเงินทุนก้อนแรก 1 ล้านบาท กลายเป็นอาณาจักรคอมพิวเตอร์ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งยุคปัจจุบัน


