หากจะลองหาเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องการดินแดนกรีนแลนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการได้อะแลสกาเข้ามา และค้นพบทรัพยากรสำคัญจนกลายเป็นกระดูกสันหลังด้านพลังงานและความมั่นคง
อะแลสกาเคยเป็นดินแดนของรัสเซีย เพราะเป็นชนชาติแรกในยุโรปที่ย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐาน โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจสำคัญคือการค้าขนสัตว์
อย่างไรก็ดี สถานะการเงินของรัสเซียเริ่มย่ำแย่หลังพ่ายสงครามไครเมียในปี 1856 และมีความเสี่ยงว่าอังกฤษอาจเข้ายึดครองดินแดนอะแลสกา
ในขณะนั้น สหรัฐฯ ก็ต้องการขยายอิทธิพลออกไปทางแปซิฟิกและหาทรัพยากรเพิ่มเติม จึงตกลงซื้อดินแดนอะแลสกามาจากรัสเซียในปี 1867 ด้วยวงเงิน 7.2 ล้านดอลลาร์
เดิมทีนั้นทุกคนต่างคิดว่าอะแลสกาเป็นดินแดนขนาดใหญ่ที่มีแค่อากาศหนาวเย็นและมีแต่น้ำแข็งปกคลุม ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้
แต่ในเวลาต่อมากลับกลายเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรสำคัญมากมาย
เริ่มตั้งแต่การค้นพบทองในช่วงทศวรรษ 1880 และค้นพบน้ำมันช่วงทศวรรษที่ 1920
ต่อมาเป็นช่วงทศวรรษ 1940 ช่วงส่งครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ มีความต้องการใช้ทรัพยากรสูง จึงได้ตั้งโครงการเพื่อสำรวจหาทรัพยากรในอะแลสกาโดยเฉพาะ และค้นพบแหล่งแร่สำคัญมากมาย
ปัจจุบันอะแลสกามีทรัพยากรสำคัญของสหรัฐฯ อยู่หลายอย่าง เช่น
สังกะสี มีเหมืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ทองแดง โคบอลต์ ตะกั่ว และแรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการก่อสร้างโครงการต่างๆ และเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาอาวุธ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
นอกจากนี้ยังมีน้ำมัน ซึ่งอะแลสกาเป็นรัฐที่ผลิตได้สูงสุดเป็นอันดับ 5 ของสหรัฐฯ และสามารถเร่งกำลังผลิตได้เมื่อต้องการลดพึ่งพาการนำเข้าเมื่อราคาน้ำมันแพง
แม้กิจกรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นอันดับท้ายๆ ในบรรดา 50 รัฐ แต่ทรัพยากรที่หลากหลายทำให้อะแลสกามีความสำคัญเหมือนเป็น “กระดูกสันหลัง” ที่มีความสำคัญด้านพลังงานและความมั่นคงของประเทศ
แล้วกรีนแลนด์มีอะไรบ้าง?
หากมองในมุมเศรษฐกิจอาจยังไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรีนแลนด์เป็นน้ำแข็งปกคลุมเหมือนอะแลสกา
รายได้หลักของกรีนแลนด์มาจากการประมง โดยเฉพาะปลา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของการส่งออกทั้งหมด และยังมีรายได้อีกทางมาจากการท่องเที่ยว
แต่กรีนแลนด์มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับอะแลสกา คือทรัพยากร
กรีนแลนด์มีแร่สำคัญ เช่น สังกะสี และทองแดง และสำคัญที่สุดคือมีแหล่งแรร์เอิร์ธที่เป็นหนึ่งในแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของกรีนแลนด์ก็ประเด็นที่น่าสนใจ
ที่ตั้งของกรีนแลนด์อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แคนาดาและไอซ์แลนด์
แต่หากดูจากแผนที่จริง ที่ตั้งของกรีนแลนด์อยู่ไม่ไกลจากรัสเซีย (ประมาณ 5,000 กิโลเมตร) และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย
เท่ากับว่า หากสหรัฐฯ ได้กรีนแลนด์ ก็เหมือนเป็นการขยายอิทธิพลไปยังขั้วโลกเหนือและจ่อประชิดแผ่นดินรัสเซียได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่จ่ออยู่แค่ด้านตะวันออกของรัสเซียด้วยแผ่นดินอะแลสกา
ปัจจัยนี้อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ กลับมาสนใจดินแดนกรีนแลนด์อีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เพิ่งจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี Nicolas Maduro และได้กลับเข้าไปมีอิทธิพลในเวเนซุเอลาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้กับกรีนแลนด์อาจไม่ง่ายนัก เพราะสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของตัวจริงของกรีนแลนด์ ต่างกับกรณีของเวเนซุเอลา
สหรัฐฯ และเดนมาร์ก ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ไม่ได้มีจุดแตกหักกันมาก่อน อีกทั้งเป็นชาติสมาชิก NATO (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) เหมือนกัน ไม่น่ามีเหตุผลใดที่จะอ้างความชอบธรรมในการเข้ายึดกรีนแลนด์ได้
หากต้องการกรีนแลนด์ ก็ต้องใช้วิธีเปิดโต๊ะเจรจากับเดนมาร์กและทำข้อตกลงเพื่อให้ได้มาอย่างสันติวิธี
แต่สุดท้ายจะได้หรือไม่ และจะเป็นวิธีไหน ยังไม่มีใครตอบได้


