iRobot ผู้นำหุ่นยนต์ดูดฝุ่น จากดีลขายให้ Amazon ดิ่งเหวภายใน 3 ปี เป็นเสียกิจการให้ซัพพลายเออร์

เนื้อหา

iRobot จากผู้นำนวัตกรรมหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เริ่มตกขบวนหัวแถวเพราะเจอคู่แข่ง ยิ่งบริหารงานผิดพลาด สุดท้ายกลายเป็นยื่นล้มละลาย และเสียกิจการให้ซัพพลายเออร์จากจีน

iRobot เริ่มก่อตั้งในปี 1990 เกิดจากการรวมตัวของ 3 บุคลากรผู้ทำงานให้ MIT (Massachusetts Institute of Technology) มหาวิทยาลัยวิจัยเอกชนชั้นนำของโลก

เดิมทีนั้นบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์กู้ระเบิด ซึ่งใช้งานได้จริงในภารกิจกู้ภัยหรือในสนามรบ

หลังจากนั้น บริษัทขยายธุรกิจครั้งใหญ่ด้วยการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้เป็นสินค้าที่คนทั่วไปสามารถใช้งานได้ทุกบ้าน 

iRobot จึงมีผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba เริ่มวางขายครั้งแรกในปี 2002 เป็นหนึ่งในผู้นำนวัตกรรมนี้ในยุคแรกๆ

รายได้ของบริษัทจึงปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 15 ล้านดอลลาร์ ในปี 2002 เพิ่มขึ้นมาเป็น 249 ล้านดอลลาร์ ในปี 2007

เท่ากับว่ารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 16 เท่า ภายในระยะเวลา 5 ปี

หลังจากนั้น รายได้ของบริษัทก็ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทะลุหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ครั้งแรกในปี 2018

อย่างไรก็ดี iRobot ก็เริ่มเจอปัจจัยที่เข้ามากดดันการเติบโต คือการแข่งขันจากผู้เล่นหน้าใหม่

คู่แข่งที่ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเริ่มเกิดขึ้นมาและมีหลายกลุ่มด้วยกัน ตั้งแต่คู่แข่งจากจีน เช่น Roborock, Ecovacs และ Xiaomi ไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดัง เช่น Dyson, Samsung และ LG

คู่แข่งหลายราย โดยเฉพาะจากจีน ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตต้นทุนต่ำกว่าอยู่แล้ว และยิ่งมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริม เช่น LiDAR ระบบยิงเลเซอร์จำลองพื้นที่ 3 มิติ

ต่างกับของ iRobot ที่ยังยึดติดกับเทคโนโลยีเดิม คือเซนเซอร์ที่ตรวจจับการชนและเปลี่ยนทิศทางการวิ่งของหุ่นยนต์เท่านั้น

รายได้ของ iRobot จึงเริ่มเติบโตช้าลง จากที่เคยเติบโตหลายเท่าตัวในยุคแรกๆ เริ่มเหลือเป็นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ และกลายมาเป็นหดตัวตั้งแต่ปี 2022

เมื่อเริ่มเสียท่าให้คู่แข่ง รายได้ไม่เติบโต กลายเป็นบริษัทต้องเริ่มหาทางอื่นในการขยายธุรกิจ

ความหวังของ iRobot เกิดขึ้นเมื่อ Amazon ตกลงซื้อกิจการของบริษัทเป็นวงเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2022

Amazon เข้ามาขอซื้อกิจการเพราะเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีของ iRobot จะช่วยต่อยอดนวัตกรรมสมาร์ทโฮมและอีคอมเมิร์ซได้

อย่างไรก็ดี ข้อตกลงครั้งนี้ใช้เวลานานในการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เพราะกังวลเกี่ยวกับการผูกขาดตลาดว่า Amazon อาจกีดกันหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรายอื่นออกจากแพลตฟอร์ม

จนกระทั่งต้นปี 2024 iRobot และ Amazon ประกาศยุติข้อตกลงซื้อกิจการ หลังจากติดปัญหาเรื่องการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

การพลาดข้อตกลงครั้งนั้นทำให้ iRobot ต้องกลับมายืนด้วยลำแข้งตัวเอง และต้องรับมือกับเจอปัญหาที่เพิ่มเข้ามา คือภาระหนี้สิน

ในช่วงที่รออนุมัติดีล Amazon บริษัทได้ไปกู้เงินมา 200 ล้านดอลลาร์จาก Carlyle Group เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและการดำเนินธุรกิจ

แม้จะได้เงินค่าปรับจาก Amazon เป็นค่ายกเลิกข้อตกลง 94 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการบริหารของ iRobot

ในช่วงนี้เอง ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์รายหนึ่ง ชื่อว่า Picea Robotics เริ่มมีบทบาทเข้ามา

เดิมทีนั้น iRobot ไม่ได้ผลิตเองเป็นหลัก โดยจ้างซัพพลายเออร์ รวมถึง Picea ซึ่งเป็นบริษัทจีน ก่อตั้งในปี 2016 ผลิตชิ้นส่วนและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้บริษัทใหญ่มากมาย เช่น Xiaomi, Haier และ Electrolux

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ 3i

เท่ากับว่า Picea ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั้งเป็นแบรนด์ขายเอง และทำให้ iRobot

ความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทเริ่มเปลี่ยนไป จากสถานะ “ผู้รับจ้างผลิต” เป็น “เจ้าหนี้”

Picea เล็งเห็นว่า iRobot ถือเทคโนโลยีสำคัญ จึงเริ่มเข้ามามีส่วนในกิจการและเปลี่ยนเป็นเจ้าหนี้ ด้วยการไปรับซื้อหนี้ 200 ล้าน มาจาก Carlyle Group

ในขณะเดียวกัน iRobot ที่เริ่มมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน ก็ติดหนี้ Picea อีกทางคือการจ้างผลิตโดยจะชำระให้ในภายหลัง

สรุปง่ายๆ คือ Picea เป็นเจ้าหนี้ของ iRobot ทั้งจากการไปซื้อหนี้เก่ามา และหนี้จากการจ้างผลิตแต่ยังไม่ได้จ่าย

เมื่อสถานการณ์ของ iRobot มาถึงทางตันและไม่สามารถชำระหนี้ได้อีกต่อไป กลายเป็นว่าบริษัทต้องยื่นเข้าล้มละลายและปรับโครงสร้างใหม่

จากเอกสารยื่นล้มละลาย พบว่า iRobot มียอดหนี้ที่ค้างอยู่กับ Picea แบ่งเป็นหนี้จากการจ้างผลิต 74 ล้านดอลลาร์ และหนี้เดิมจาก Carlyle เป็นวงเงิน 190 ล้านดอลลาร์

Picea จึงทำข้อตกลงยกเลิกหนี้ให้ทั้งหมด แลกกับการได้หุ้นทั้งหมด 100% ในกิจการ และมีแผนจะถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ด้วย

เรื่องราวของ iRobot เริ่มต้นจากหัวกะทิด้านเทคโนโลยี พัฒนาหุ่นยนต์กู้ระเบิด ก่อนจะออกเป็นผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ดูดฝุ่น จนเป็นผู้นำตลาดในยุคแรกๆ

แต่ด้วยการเข้ามาของคู่แข่งหน้าใหม่ ประกอบกับการบริหารงานผิดทาง และการยกเลิกข้อตกลงกับ Amazon ทำให้ธุรกิจเริ่มสะดุดและมีปัญหาเรื่องหนี้

สุดท้ายต้องยื่นล้มละลาย และเสียธุรกิจให้กับซัพพลายเออร์เพื่อแลกกับการล้างหนี้

โพสต์ที่แนะนำ