“ภาษี” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจหนีพ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร รวยหรือจน ย่อมต้องเสียภาษีทุกคน
คนทำงานมีเงินเดือนก็ต้องเสียภาษีเงินได้ ไปซื้อของกินของใช้ก็ต้องเสียภาษีสินค้าหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำธุรกิจหรือบริษัทก็ต้องเสียภาษีนิติบุคคล
จะเสียมากหรือเสียน้อย ก็ขึ้นอยู่กับอัตรากำหนดในแต่ละประเทศนั้นๆ
ส่วนคนจ่ายแต่ละกลุ่มจะพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารโครงสร้างภาษีของประเทศนั้น
หากจะให้นึกถึงตัวอย่างการบริหารและปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ที่สุด ตัวอย่างของสหรัฐฯ ในปี 1986 เป็นการรื้อระบบภาษีครั้งใหญ่เพื่อดึงคนเข้าระบบให้ได้มากที่สุด แต่ปรับลดอัตราการจัดเก็บไปในตัว
รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีเป็นรายได้เข้ารัฐได้เท่าเดิม คนที่เสียอยู่แล้วก็ได้เสียในอัตราที่ลดลง ส่วนคนที่ไม่เคยเสียก็เข้ามาเริ่มเสียบ้าง
ว่ากันว่าการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 1986 เป็นต้นแบบให้หลายชาติพัฒนาแล้วนำไปปรับใช้ตาม เพราะเป็นระบบที่ครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้น
การปฏิรูประบบภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งนั้นเป็นอย่างไร และทำไมถึงกลายเป็นตัวอย่างให้ชาติต่างๆ ไปปรับใช้ตามได้
หาคำตอบได้ที่นี่
ตัวอย่างการปฏิรูประบบภาษีของสหรัฐฯ
เริ่มจากที่มาที่ไป ว่าทำไมต้องปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่
ก่อนหน้านั้น ระบบภาษีเงินได้ของสหรัฐฯ มีความซับซ้อนและมีช่องว่างเยอะเกินไป เช่น อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 50% และอัตราภาษีนิติบุคคลสูงสุดอยู่ที่ 46%
อีกทั้งฐานผู้อยู่ในระบบค่อนข้างแคบ กล่าวคือ มีผู้อยู่ในระบบน้อยและเสียภาษีหนัก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมของผู้อยู่ในระบบ
รัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดี Ronald Reagan จึงรื้อระบบโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ในปี 1986 ด้วยเป้าหมายสำคัญคือ “ฐานกว้าง” และ “อัตราต่ำ” โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น
- ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลสูงสุด จาก 50% เหลือ 28% เพื่อลดภาระภาษีสำหรับผู้ที่จ่ายอยู่แล้ว
- ปรับลดจำนวนขั้นภาษีจากเดิม 14 ขั้น เหลือเป็น 2-3 ขั้น เพื่อทำระบบภาษีให้เข้าใจง่ายมากขึ้น
- เพิ่มอัตราภาษีขั้นต่ำจาก 11% เป็น 15% ให้ระบบมีความสมดุล เพื่อช่วยชดเชยจากการลดอัตราสูงสุด
- การหักลดหย่อนจากเดิมที่มีช่องโหว่และซับซ้อน ยกเลิกให้เหลือเพียงไม่กี่รายการ เพื่อขยายฐานผู้เสียภาษี
- การยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีรายได้น้อยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้
- ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดจาก 46% เหลือ 34% เพื่อลดภาระสำหรับธุรกิจ
เป้าหมายหลักของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีในครั้งนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อรีดภาษีและจัดเก็บรายได้เข้ารัฐให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการกระจายฐานภาษีให้กว้างและครอบคลุมทุกกลุ่มได้มากที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นธรรมในการเสียภาษี
ในมุมของผู้เสียภาษี ก็รู้สึกว่า เสียภาษีในอัตราที่ไม่สูงมาก ก็ยอมเสียให้ถูกต้อง ดีกว่าต้องหลบเลี่ยงหรือหาช่องทางที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย
ในมุมของการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ ก็ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด เพราะมีส่วนที่ชดเชยกันได้ เช่น ลดอัตราการเก็บภาษีเงินได้บุคคล แต่เพิ่มจำนวนผู้เข้าเกณฑ์ต้องเสีย ทำให้คนที่เสียอยู่แล้วเสียน้อยลง และเป็นคนใหม่ๆ หรือคนเดิมที่เสียน้อย เข้ามาเสียภาษีตรงนี้แทน
จากทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทำให้ความพยายามของ Reagan กลายเป็นหนึ่งในการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นตัวอย่างของการกระจายฐานให้กว้างและอัตราภาษีให้ต่ำ ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีประเทศอื่นนำหลักการนี้ไปปรับใช้ เช่น สวีเดน
จากกรณีศึกษาตัวอย่างของสหรัฐฯ เป็นที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยจะทำอย่างไรถึงจะสามารถจัดการเรื่องการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ได้
เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้มีบางกลุ่มที่กำลังเป็นผู้แบกภาษีอยู่ และมีบางกลุ่มที่อยู่นอกระบบอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
จากกรณีของสหรัฐฯ พอจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ความจริงแล้วภาครัฐพอจะมีความสามารถและอำนาจอยู่ในมือที่จะทำอะไรสักอย่างกับปัญหาโครงสร้างระบบภาษีได้
การปฏิรูปหรือรื้อระบบใหม่ ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นเพื่อมุ่งทำรายได้รัฐออย่างเดียว
รัฐสามารถจัดเก็บภาษีเข้าเป็นรายได้เท่าเดิมหรือมากกว่า โดยที่ทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นธรรม หรือเจอเสียงวิจารณ์ได้น้อยที่สุด
กลุ่มที่ยังไม่ได้เข้าระบบ และไม่เคยเสียภาษี ก็จะได้เสียบ้าง จะอัตรามากหรือน้อยก็ตามกำหนดของภาครัฐ
กลุ่มเดิมที่เสียภาษีอยู่แล้ว ก็จะได้เสียในอัตราที่ต่ำลง
ไม่ใช่ปล่อยเป็นเป็นโครงสร้างที่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้แบกอยู่เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


