หากจะนึกถึงผู้นำตลาดการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชื่อของ Microsoft และ OpenAI ย่อมเป็นหนึ่งในหัวแถวแน่นอน เพราะรายแรกเป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และอีกรายเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ChatGPT หนึ่งในแชตบอตที่คนนิยมใช้กันสูงที่สุด
หากจะบอกว่า ทั้งสองบริษัทนี้ มีความสัมพันธ์เหมือนแฟนกันก็คงไม่ผิดนัก เพราะเริ่มจากรักอันหอมหวาน มีฝ่ายพร้อมทุ่มประเคนทุกอย่างให้ ราบรื่น ไปในทิศทางเดียวกัน จนเริ่มมีจุดที่ความสัมพันธ์เข้าสู่ช่วงภาวะยุ่งเหยิง จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อสรุปปัดกวาดหลังบ้านกันครั้งใหม่แล้ว
ย้อนรอยความสัมพันธ์ Microsoft-OpenAI ตั้งแต่หอมหวาน ถึงเริ่มแข่งกัน จนถึงช่วงตกลงกันเพื่อการไปต่ออนาคต
จะมีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่
ช่วงเริ่มต้น (2019-2022)
- เริ่มจาก Microsoft เข้าลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ใน OpenAI ในปี 2019 และยังมีการลงทุนรอบอื่นเพิ่มเติม รวมแล้วเป็นวงเงินมากกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์
- OpenAI ได้สิทธิ์ใช้ Azure ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของ Microsoft เพื่อการฝึกโมเดล AI
- Microsoft ได้เข้าถึงโมเดล AI รุ่นหลักๆ ของ OpenAI เช่น GPT-3 เข้ามาอยู่ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เช่น AI ใน Bing และ Copilot
ช่วงรุ่งเรืองและระหองระแหง (2023-2025)
ช่วงนี้เป็นช่วงที่การพัฒนา AI กำลังก้าวเข้ามาเป็นกระแสหลัก มีการออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี AI เป็นจำนวนมาก โดยความสัมพันธ์ของสองบริษัทนี้ไทม์ไลน์คร่าวๆ เช่น
- OpenAI เปิดตัวโปรแกรม ChatGPT ในเดือน ม.ค. 2023
- หลังจากนั้น Microsoft ก็เข้าลงทุนเพิ่มเติม คาดว่าเป็นวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และดึงเทคโนโลยีของ OpenAI ปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เช่น Bing และ Microsoft 365
- OpenAI เริ่มหันออกจาก Microsoft ไปพัฒนา AI กับบริษัทอื่น ด้วยการเข้าร่วมโครงการ Stargate ร่วมกับ Oracle และ Softbank เพื่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ในเดือน ม.ค. 2025
- Microsoft เริ่มพัฒนาโมเดลใหม่ของตัวเองชื่อ MAI ซึ่งส่วนนี้เหมือนกับเป็นการมาสู้เทคโนโลยีของ OpenAI
ในระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทมีความขัดแย้งในหลายประเด็น ซึ่งสะสมเรื้อรังมาเรื่อยๆ เช่น
- Microsoft ออกผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่มี AI ซึ่งเป็นการทำแข่งกับ OpenAI
- OpenAI กล่าวหาว่า Microsoft เริ่มกั๊กระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์พัฒนาระบบ AI ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ Microsoft เริ่มทำของตัวเองแข่ง
- Microsoft ก็กล่าวหาว่า OpenAI กั๊กไม่ให้เข้าถึงโมเดลใหม่หรือโมเดลที่สำคัญ
ช่วงปรับความสัมพันธ์ (ต.ค. 2025)
จากความยุ่งเหยิงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทต้องพยายามหาทางออกและปรับความสัมพันธ์ใหม่ ซึ่งสรุปได้เป็น
- OpenAI ปรับโครงสร้างจากบริษัทไม่แสวงหาผลกำไร เป็นมีบริษัทมุ่งหาผลกำไร ชื่อ OpenAI Group และมีผู้ถือหุ้นเป็น OpenAI Foundation
- Microsoft ถือหุ้น OpenAI Group อยู่ที่ราว 27%
- Microsoft จะได้เข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญาและโมเดล AI ของ OpenAI ไปจนถึงปี 2032
- OpenAI จะมีสิทธิ์ร่วมมือกับบริษัทอื่นได้ง่ายขึ้น
Microsoft-OpenAI ปรับโครงสร้างแล้วมีผลอย่างไร
การปรับโครงสร้างรอบล่าสุดมีผลให้สถานะของทั้งสองฝ่ายชัดเจนต่อกัน ยุติความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงมานาน
นอกจากนี้ยังมีประเด็น Artificial General Intelligence (AGI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ซึ่งหมายถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ในเชิงทฤษฎีที่มีความสามารถทางปัญญาทัดเทียมมนุษย์ เป็นขั้นสูงสุดแห่ง AI
ประโยชน์จากข้อตกลงรอบนี้ แบ่งเป็น
OpenAI
- บริหารงานได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ Microsoft อีกต่อไปแล้ว
- ระดมทุนได้ง่ายขึ้น จากการเปลี่ยนสถานะจากองค์กรไม่แสวดงหากำไร ซึ่งตรงนี้ช่วยให้สามารถปิดดีล 3 หมื่นล้านดอลลาร์จาก Softbank และดีลอื่นในอนาคต
- OpenAI จะหยุดแบ่งรายได้กับ Microsoft เมื่อยืนยันได้ว่าเทคโนโลยีของบริษัทสามารถไปถึงระดับ AGI
Microsoft
- จัดการสถานะให้ชัดเจนด้วยการถือหุ้น 27% ใน OpenAI Group
- ยังคงได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีของ OpenAI จนถึงปี 2032
- จะได้รับการแบ่งปันรายได้จนกว่า OpenAI ไปถึงระดับ AGI
- Microsoft จะได้สิทธิ์เข้าถึงโมเดลที่พัฒนาขึ้นมาหลังจาก AGI และยังเข้าถึงวิธีการพัฒนาโมเดลต่างๆ ได้อยู่ ซึ่งนำไปปรับใช้กับการพัฒนาภายในบริษัทเองได้
สรุป
แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Microsoft และ OpenAI จะเคยมีช่วงที่หอมหวาน มาถึงช่วงที่ระหองระแหง และปรับความเข้าใจกันใหม่แล้ว แต่เนื่องด้วยทั้งสองบริษัทนี้มีแผนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI เหมือนกัน และมีบางเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพากัน สถานะและความสัมพันธ์ที่ข้องเกี่ยวกันคงจะไม่มีวันหายจากกันไปง่ายๆ เหมือนคู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน ไม่ว่าจะดีจะร้ายก็คงอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ไปอีกนาน


