Bond Yield คำที่เราได้บ่อยครั้งในข่าว แล้วจริงๆ มันคืออะไรกัน

เนื้อหา

Bond Yield คำที่เราได้บ่อยครั้งในพาดหัวข่าว แล้วจริงๆ มันคืออะไรกัน

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Bond ก็คือ สัญญาเงินกู้ ที่สามารถเปลี่ยนมือหรือขายต่อให้คนอื่นได้ ซึ่งในภาษาการเงินจะเรียกว่า ตราสารหนี้ โดยชื่อเรียกจะแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้กู้:

  • พันธบัตร: เมื่อผู้กู้คือรัฐบาล
  • หุ้นกู้: เมื่อผู้กู้คือบริษัทเอกชน

ในสัญญาเงินกู้เหล่านี้ จะมีตัวเลขสำคัญ 3 ตัว

  1. เงินต้น (Par): จำนวนเงินที่เขาขอกู้เราไป เช่น 1,000 บาทต่อสัญญา
  2. ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon): ดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้เราต่อปี เช่น 5% หรือปีละ 50 บาท
  3. ระยะเวลา (Maturity): วันที่เขาจะนำเงินต้นมาคืนเรา เช่น อีก 10 ปีข้างหน้า

คนซื้อ Bond จะได้รับดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบกำหนดสัญญาแล้วได้รับเงินต้นคืน
ส่วนคนออก Bond ก็จะได้เงินทุนไปใช้ทันที แต่มีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตามนัดและคืนเงินต้นตามเวลาที่ตกลงกันไว้

แล้ว Bond Yield มาจากไหน ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา?

ในโลกการลงทุน Bond สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ตลอดเวลาใน ตลาดรอง (Secondary Market) ซึ่งราคาซื้อขายในตลาดนี้ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินต้น 1,000 บาทเสมอไป แต่งวดดอกเบี้ยที่ระบุไว้หน้าตั๋ว (Coupon) จะถูกล็อกไว้ตายตัวและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น

สมมติเราถือ Bond A ที่จ่ายดอกเบี้ยปีละ 40 บาท (คิดเป็น 4% จากเงินต้น 1,000 บาท)

ต่อมาวันดีคืนดี ธนาคารกลางประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ Bond เก่าๆ ในตลาดมีความน่าสนใจน้อยลง

แบบนี้คงไม่มีใครอยากมาซื้อ Bond A ของเราในราคาเต็ม 1,000 บาท เพราะได้รับดอกเบี้ยน้อยกว่า Bond ใหม่ในตลาด

ถ้าเราอยากจะขาย เราจึงจำเป็นต้อง ลดราคา Bond A ลงมาเพื่อให้ดึงดูดใจ เช่น ลดเหลือ 800 บาท

เมื่อ Bond A ราคาลดลงเหลือ 800 บาท แต่ดอกเบี้ยยังจ่าย 40 บาทเท่าเดิม คนที่มาซื้อต่อจากเราในราคา 800 บาทนี้ จะได้รับผลตอบแทนคิดเป็น 5% ของเงินที่เขาจ่ายจริง (40 หารด้วย 800) ซึ่งผลตอบแทนที่คำนวณจากราคาซื้อจริงนี้เองที่เราเรียกว่า Bond Yield

จะสังเกตได้ว่า Bond Yield กับราคาของ Bond จะแปรผกผันกันเสมอ:

  • ถ้าราคา Bond ขึ้น -> Yield จะลง
  • ถ้าราคา Bond ลง -> Yield จะขึ้น

เมื่อเราได้ยินข่าวว่า Bond Yield กำลังปรับตัวขึ้น นั่นแปลว่าราคาของ Bond กำลังลดลง หรือมีการเทขาย Bond ออกมาในตลาดนั่นเอง

โดยสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อราคาและ Yield มีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง, อัตราเงินเฟ้อ, สภาวะเศรษฐกิจ, ความต้องการซื้อขาย Bond, ความน่าเชื่อถือของผู้ออก Bond

Bond Yield ที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนการกู้เงินที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ Bond Yield ยังมีผลกระทบทางอ้อมต่อชีวิตประจำวันของเราด้วย เพราะธนาคารมักใช้ตัวเลขนี้เป็นฐานในการคำนวณ: ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน, ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อธุรกิจ และ ดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล

และด้วยการที่ Bond มักเป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ การที่ Bond ราคาปรับตัวลง Yield สูงขึ้น มักกดดันราคาให้สินทรัพย์ประเภทอื่นปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

โพสต์ที่แนะนำ