ในอดีตนั้น สหรัฐฯ พึ่งการนำเข้าน้ำมันจากชาติอื่นสำหรับการบริโภคภายในประเทศ และเคยมีวิกฤตขาดแคลนน้ำมันขั้นรุนแรงในปี 1973 เมื่อชาติอาหรับระงับการส่งออกให้จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
จุดเปลี่ยนของสหรัฐฯ เกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 2000 คือการค้นพบเทคโนโลยีขุดน้ำมันหินดินดาน (Shale Oil)
เดิมทีนั้น การขุดเจาะน้ำมันคือการขุดจากแหล่งฟอสซิลที่ทับถมกันอยู่ระหว่างชั้นหินชั้นดิน จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันดิบ (Crude Oil)
แต่น้ำมันหินดินดานเป็นแหล่งน้ำมันที่ปะปนอยู่ในชั้นหินใต้เปลือกโลก ซึ่งสหรัฐฯ มีแหล่งอยู่เป็นจำนวนมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
การค้นพบเทคโนโลยีขุดขึ้นมาได้ทำให้สหรัฐฯ สามารถนำทรัพยากรที่ค้นพบในประเทศมาผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ปี 2007 และเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ จนแซงหน้าซาอุดีอาระเบียและรัสเซียขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลกในปี 2018
ในช่วงนั้นเอง เป็นช่วงที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งสมัยแรก และมีการออกนโยบายผลักดันการผลิตน้ำมันเพื่อกดราคาให้ถูกลง ยิ่งทำให้การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นไปอีก
การผลิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจนในปี 2025 ทิ้งห่างชาติอื่นไปไกล ด้วยการผลิตเฉลี่ย 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน รองลงมาเป็นซาอุดีอาระเบีย 9-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และรัสเซีย 9.1-9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อีกส่วนสำคัญที่หนุนการผลิตของสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นมาได้ คือกลไกและโครงสร้างของสัมปทาน
หากเป็นชาติอื่นๆ การค้นพบแหล่งน้ำมันจะเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐเท่านั้น โดยให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาทำการขุดเจาะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ เปิดให้เอกชนสามารถครอบครองแหล่งและขุดเจาะได้ ทำให้เมื่อมีการค้นพบแหล่งในประเทศ ก็สามารถขุดเจาะได้เลย
การผลิตในสหรัฐฯ จึงมีแรงขับเคลื่อนหลักคือบริษัทขนาดกลางและเล็กที่ขุดเจาะจากแหล่งภายในประเทศ ขณะที่บริษัทใหญ่ เช่น Exxon และ Chevron เน้นการขุดเจาะกับสัมปทานหรือโครงการขนาดใหญ่
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ ผลิตน้ำมันได้มากขนาดนี้ คือการอยู่เหนือกฎเกณฑ์เพราะอยู่นอกกลุ่ม OPEC (องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน)
OPEC เป็นกลุ่มที่มีความแน่นแฟ้นและต้องปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมัน
เช่น ถ้าช่วงไหนราคาน้ำมันเริ่มปรับลง OPEC จะใช้วิธีปรับลดการผลิตพร้อมกันเพื่อดันราคาน้ำมันขึ้น
แต่การผลิตของสหรัฐฯ มาจากการบริษัทเอกชน ไม่ใช่ของรัฐ ทำให้รัฐไม่สามารถไปควบคุมหรือสั่งลดกำลังการผลิตได้
ยิ่ง OPEC ปรับลดกำลังการผลิต น้ำมันของสหรัฐฯ ก็ยิ่งได้ลูกค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ กำลังจะแตะจุดสูงสุดในปี 2027-2028 และหลังจากนั้นจะเป็นขาลงอย่างเดียว เพราะแหล่งผลิตในประเทศลดน้อยลงแล้ว
ขณะเดียวกัน น้ำมันสำรองก็ไม่ได้มีอยู่มากมาย แม้ว่าจะผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลก
สหรัฐฯ มีน้ำมันสำรองประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาร์เรล (ตัวเลขจาก OPEC ปี 2023) มากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก โดยชาติที่มีน้ำมันสำรองสูงสุดคือเวเนซอุลา ประมาณ 3 แสนล้านบาร์เรล คิดเป็นเกือบ 20% ของทั่วโลก
เท่ากับว่า การกลับเข้าไปมีอิทธิพลในเวเนซุเอลาทำให้สหรัฐฯ ได้เข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในช่วงเวลาที่กำลังการผลิตในประเทศกำลังจะถึงจุดสูงสุดแล้ว
เส้นทางของสหรัฐฯ เริ่มจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน จนเกิดจุดเปลี่ยนเมื่อค้นพบเทคโนโลยีการผลิตในประเทศ กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด และเป็นผู้กุมอำนาจโดยไม่ต้องพึ่งพา OPEC อีกต่อไป


