เมื่อประเทศไทยกำลังเข้า “ยุคอุตสาหกรรมถดถอย” เร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

เนื้อหา

การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลกและประเทศต่างๆ โดยที่ผ่านมานั้น ไทยก็อาศัยการเติบโตจากส่วนนี้เป็นตัวขับเคลื่อน

ภาคอุตสาหกรรมมักจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่เติบโตได้เร็วกว่าภาคอื่นๆ เพราะเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าจากการค้าขายระหว่างประเทศได้ และยิ่งเกิดการผลิตมากขึ้นก็จะประหยัดต้นทุนต่อหน่วยมากขึ้น จึงเป็นความหวังในการเพิ่มรายได้ต่อหัวของประเทศกำลังพัฒนาให้เติบโตทันประเทศพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันกลับเกิดภาวะอุตสาหกรรมถดถอย (Deindustrialization) ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไป และเร็วกว่าประเทศอื่นๆ อย่างน่ากังวล

ขณะที่ภาคบริการ ซึ่งขยายตัวได้ด้วยแรงหนุนจากการท่องเที่ยว เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าต่ำ ยังไม่สามารถชดเชยการถดถอยจากภาคอุตสาหกรรมได้

ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่คืออะไร เกิดจากอะไร และหากจะก้าวไปข้างหน้าต่ออย่างยั่งยืนได้ต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง

หาคำตอบได้ที่นี่

เริ่มจากทำความเข้าใจความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ข้อมูลต่อไปนี้อ้างอิงจาก KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ตามหลักการทั่วไป การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 

1) สังคมเกษตร : เน้นการใช้แรงงานเป็นหลัก ยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นต้นหรือวัตถุดิบที่ยังไม่ผ่านกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นภาคที่มีการจ้างแรงงานเป็นจำนวนมากที่สุด

2) สังคมภาคอุตสาหกรรม : มีการใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานมากขึ้น สินค้าส่วนใหญ่เป็นขั้นกลางหรือสินค้าอุปโภคบริโภค และอาศัยการผลิตเพื่อส่งออกเป็นเครื่องจักรหลักของเศรษฐกิจ เช่นกรณีของประเทศไทย

3) สังคมภาคบริการ : เป็นภาคเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมลดลง เพราะรายได้แรงงานสูงขึ้นจนแข่งขันได้ยาก แรงงานจึงย้ายไปทำงานในภาคบริการหรือเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากขึ้น เช่น ออกแบบเครื่องจักร ชิป หรือวิจัยพัฒนาสิ่งใหม่ และย้ายการผลิตจริงไปสู่ประเทศที่เป็นภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักแทน

ในอดีตการพัฒนาเศรษฐกิจโลก และประเทศไทย อาศัยภาคอุตสาหกรรมตามข้อ 2) เป็นช่วงหลัก เพราะสามารถสร้างมูลค่าจากการค้าขายระหว่างประเทศได้

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมกำลังเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมาเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในระดับรายได้ปานกลาง ทำให้เศรษฐกิจห่างกับประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ

“ยุคอุตสาหกรรมถดถอย” กับประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์นี้ โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ

1) ไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมถดถอยอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นในจุดที่รายได้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควร

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยเคยเติบโตได้เร็วกว่าประเทศอื่นในช่วงทศวรรษที่ 1980-2000

อย่างไรก็ดี ส่วนนี้ของไทยและประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเริ่มหดตัวลงตั้งแต่ปี 2010 และไทยเริ่มมีปัญหารุนแรงขึ้นตั้งแต่หลัง COVID-19 เป็นต้นมา

เมื่อเทียบรายได้ต่อหัว ภาคอุตสาหกรรมไทยหดตัวในช่วงที่รายได้ยังต่ำกว่าทั้งประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย (เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์) และหดตัวลงแรงกว่าประเทศกำลังพัฒนา (เช่น เวียดนาม และอินโดนเซีย)

2) ผลิตภาพแรงงานในภาคการผลิตชะลอตัวลงเร็ว และมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ โดยเฉพาะหลัง COVID-19 

ในมิติของตลาดแรงงานพบว่า สัดส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยยังน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วในช่วงระดับรายได้เดียวกัน

ของไทยอยู่ที่ 15% ของแรงงานทั้งหมด ส่วนประเทศอื่นอยู่ที่ 25-30%

ตัวเลขนี้บ่งบอกว่าภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มหดตัวก่อนที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเพิ่มผลิตภาพต่อแรงงานจะเกิดขึ้นเต็มที่เหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว

จาก 2 ข้อที่ว่ามา กำลังสะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยอาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และเมื่อเริ่มหดตัวก็ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหลัง COVID-19

ตัวเร่งให้ไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมถดถอยเร็วกว่าในอดีต

KKP Research ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้การหดตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งตัวขึ้นมีอยู่ 3 สาเหุต ได้แก่

1) โลกาภิวัตน์ย้อนกลับ (Deglobalization)

มาตรการกีดกันและกำแพงภาษีทางการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ผลิตและส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญของการขยายตัวในช่วงก่อนหน้านี้

2) สินค้าจีน

จีนมีกำลังผลิตสินค้าสูงเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของการผลิตทั้งโลก และใช้วิธีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย ทำให้สินค้าไทยเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบากเพราะไม่สามารถสู้กับจีนที่ผลิตสินค้าราคาถูกได้มากกว่า

3) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

โครงสร้างการผลิตไทยมีความเปราะบางกับการเปลี่ยนแปลงมาก เช่น

  • อุตสาหกรรมรถยนต์ จากเดิมที่ไทยพึ่งเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเป็นฐานการผลิต แต่ในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังเข้ามาตีตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาฐานการผลิตในไทย
  • อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ที่เผชิญความท้าทายจากกระแสพลังงานสะอาด
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและฐานการผลิตบางส่วนถูกย้ายไปยังประเทศที่มีแรงงานราคาถูกกว่าไทย

ภาคการผลิตกับเศรษฐกิจไทย

เมื่อย้อนดูข้อมูลที่ผ่านมาจะพบว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ทยอยเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการหดตัวลงของภาคการผลิตและการขยายตัวของภาคบริการจากภาคการท่องเที่ยว เห็นได้จาก

1) แรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ของภาคบริการระหว่างปี 2012-2019 อยู่ที่ 3.2% เทียบกับภาคการผลิตที่ 0.5% 

2) สัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน

3) ในมิติของตลาดแรงงานเช่นช่วงที่ผ่านมาที่แรงงานได้ย้ายไปยังภาคบริการ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากปี 2012

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว และไทยยังไม่สามารถทิ้งภาคอุตสาหกรรมให้หายไปทันทีได้ จาก 3 เหตุผล คือ

1) ภาคบริการเป็นบริการที่มูลค่าเพิ่มต่ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว

ปกติแล้วภาคบริการมีระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม และเป็นสินค้าที่ให้บริการได้เฉพาะในประเทส ไม่สามารถส่งออกหรือขยายกิจการเหมือนกับการพัฒนาและส่งออกสินค้า

2) ภาคบริการโดยปกติมีการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำกว่าภาคการผลิต

ภาคบริการส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ส่งออกระหว่างประเทสไม่ได้ และไม่มีแรงกดดันในการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภาพมีไม่มาก

3) ขาดแรงงานทักษะสูงที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ภาคบริการมูลค่าเพิ่มสูง

ปัจจุบันมีภาคบริการหลายกลุ่มที่สามารถเติบโตและส่งออกได้ เช่น การให้บริการทางการเงิน และการให้บริการด้านคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมจากทั้งแรงงานทักษะสูงที่อยู่ในระดับต่ำและความสามารถในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

แนวทางรับมือช่วงเปลี่ยนผ่าน

KKP มีข้อเสนอแนะว่ามีนโยบาย 3 ด้านที่ภาครัฐไทยต้องเร่งดำเนินการในปัจจุบัน

1) หานโยบายช่วยภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพเพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

2) หาเครื่องยนต์ใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเดิม แบ่งเป็นทั้งนโยบายดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง และการส่งเสริมทางเลือกในการเติบโตใหม่ เช่น อินเดียมีธุรกิจ IT Outsourcing และ Software engineering สิงคโปร์มีธุรกิจ Finance และ Tech services

3) เตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายปรับปรุงคุณภาพแรงงาน การเปิดรับแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านความง่ายในการทำธุรกิจ ลดการคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ

โพสต์ที่แนะนำ